
ทุกวันนี้ทุกท่านก็คงทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า Resilience กับ Growth Mindset นี่เป็นสิ่งที่ดี คนเราจะมีความสุข ประสบความสำเร็จได้ ก็ต้องมี 2 สิ่งนี้ ซึ่งทั้ง 2 ตัวนี้ก็ล้อและส่งเสริมกันและกัน
ตัวผมก็พยายามฝึกอยู่ครับ คิดว่าคงต้องฝึกไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต คือผมมองว่า เราคงบอกไม่ได้หรอกว่าตอนนี้เรามี Resilience พอแล้ว มี Growth Mindset พอแล้ว เดี๋ยวชีวิตก็จะส่งแบบทดสอบใหม่ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ มาให้กับเรา
ก็คิดแบบนี้แล้วสบายใจดีครับ
.
ทีนี้มันมีประเด็นตรงนี้ครับ ที่ผมรู้สึกมาซักพักละ
คือเวลาเปิดโซเชียลได้อ่านตามเพจต่าง ๆ หรือได้ยินหลายคนพูดถึงเรื่องแนวนี้ แล้วบางครั้งก็รู้สึกเหนื่อยครับ จริง ๆนะ
คือหลายครั้งเราก็จะได้เจอคำพูดประมาณว่า เราต้อง Resilience สิ เราต้องล้มแล้วลุก เราต้องเรียนรู้จากปัญหา ซึ่งก็ฟังดูดีนะ แต่โทนของการพูดคุยบางครั้งมันจะเป็นแบบ สู้สิ เรียนรู้สิ พัฒนาสิ มองบวกสิ มองแบบ Growth สิ
คือผมรู้สึกว่าแอบกดดันนะ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าควรบอกตัวเองแบบไหนถึงจะดี ที่ไม่กดดันตัวเองเกินไป
ที่รู้สึกแบบนี้เพราะเคยเป็นคนที่กดดันตัวเองมากก่อนครับ กดดันตัวเองแบบไม่รู้ตัว
สู้สิ เรียนรู้สิ พัฒนาสิ มองบวกสิ มองแบบ Growth สิ
เอ็งทำด้ายยย ก้าวต่อปายย
.
จนถึงเพิ่งมาเรียนคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับ Resilience ของ BerkeleyX ก็เลยได้พบว่า จริง ๆ แล้วต้นทางหนึ่งของ Resilience คือสิ่งที่เรียกว่า Self-Compassion ครับ
Self-Compassion คือการเมตตาตัวเอง ให้อภัยตนเองเวลาทำผิดพลาด ซึ่งคนที่รู้จักการให้อภัยตัวเอง จะไม่ค่อยจมอยู่กับความเครียด จะสามารถเงยหน้ามามองเหตุการณ์อย่างเป็นกลาง และลุกขึ้นมาเรียนรู้สู้ต่อได้ง่ายกว่า
หรือง่าย ๆ คือ เมื่อเราได้ทำอะไรผิดพลาด เราควรเริ่มจากทำใจให้อภัยตัวเองให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยมองว่าอะไรคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้และพัฒนา
แบบว่าฟังแล้วว้าวมากเลย
โดยเฉพาะสำหรับคนแก่ ๆ แบบผมอ่ะนะ (GenX คนสุดท้าย Gen Y คนแรก แล้วแต่จะนับ 555) ที่ถูกฝึกมาตลอด ว่าเราต้องอดทน สู้ปัญหา
.
เคยสังเกตกันไหมครับ ว่าเวลาเพื่อนมีปัญหานะ เราจะปลอบ เราจะให้กำลังใจอย่างดี
บางครั้งเราก็ให้อภัยเพื่อน หรือ คนรอบตัวเวลาเขาทำอะไรผิดพลาด
แต่พอเราประสบปัญหาบ้าง เรากลับไม่ทำอย่างนั้นกับตัวเอง เรากลับมักเผลอเขี่ยนตีตัวเอง ปล่อยให้ตัวเองจมกับความรู้สึกผิด กดดันตัวเองให้เดินไปข้างหน้า และลืมที่จะปลอบใจ ให้กำลังใจตัวเอง
คือเข้าใจได้นะ บางทีเราก็รับไม่ได้กับความผิดพลาดที่เราทำไปจริง ๆ
แต่เราเมตตาคนอื่นได้ ทำไมเราจะเมตตากับตัวเองบ้างไม่ได้
ทำไมเราถึงได้ละเลยไม่ให้อภัยตัวเอง หรือ ปลอบใจ ให้กำลังใจตัวเอง
เราสามารถปลอบตัวเองได้ครับ ว่าเราก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ทำผิดได้ เราไม่ได้ตั้งใจเราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว
คอร์สที่ผมเรียนได้อ้างงานวิจัย การทดลองว่า คนที่ให้อภัยตัวเองได้ โดยรวมแล้วจะมีความสุขมากกว่า และมีความ Resilience ได้มากกว่า
เอาจริงคอร์สนี้ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องส่วนตัว แต่ยังพูดถึงองค์กรด้วย ว่าองค์กรที่มี compassion ต่อพนักงาน เช่น เข้าใจและเมตตาพนักงานที่อาจทำผิดพลาด ไม่ได้มุ่งแต่จะจับผิดลงโทษ จะเป็นองค์กรที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะพนักงานรู้สึกปลอดภัย ไม่กลัวทำความผิด มีอะไรก็กล้าพูด กล้าแลกเปลี่ยนกับหัวหน้า หรือก็คือมีสิ่งที่เรียกว่า Psychological Safety นั่นเอง
ส่วนวิธีฝึกก็คือ เวลามีความผิดพลาด ให้เราลองฝึกพูดกับตัวเองเหมือนที่เราให้กำลังใจเพื่อนร่วมงาน ครับ
ลองทำกันดูนะครับ
วิธีฝึกอีกแบบคือ Mindfulness หรือทำสมาธินั่นเองครับ ใครถนัดแบบไหนก็ฝึกตามที่ถนัดได้เลย
.
บทเรียนนี้อยากจะบอกว่า ถ้าไม่ได้ลงเรียนผมก็คงไม่ทราบ
ถ้ามองย้อนไปคงให้อภัยตัวเองกับหลาย ๆ เรื่อง มากกว่านี้ ไม่กดดันตัวเองมากขนาดนี้
เล่าให้ฟังก็เพราะคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ ท่านครับ
.
ทุกวันนี้เวลาเปิด Social Media มา เราก็มักจะพบกับแนวคิดคำสอนดี ๆ สิ่งที่เราควรทำ
แต่อ่านไปอ่านมา บางทีก็รู้สึกว่า มันดูกดดัน ๆ แฮะ ว่าต้องทำนั่น ต้องทำนี่ ที่เราทำอยู่ยังไม่พอ เรายังดีไม่พอ
แต่ผมว่าเราก็เลือกหามุมสงบให้ตัวเองได้นะครับ
.
ปล. แต่การให้อภัยตัวเอง ก็ไม่ใช่ว่าใช้บอกตัวเองหรือคนอื่นเวลาเราไม่อยากทำอะไรนะ แบบนั้นเรียกว่าหาข้ออ้างให้ตัวเอง 55
